สรุปหลักกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีขึ้นด้วยหลักการพื้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการทางปกครองมีความโปร่งใส เป็นกลางและเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญของกฎหมาย ดังนี้ คือ

1. เป็นกฎหมายกลางว่าด้วยวิธีสบัญญัติของการทำ “คำสั่งทางปกครอง” โดยเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการพิจารณาจัดทำคำสั่งทางปกครอง หากการพิจารณาทางปกครองเรื่องใดมีมาตรฐานในการประกันสิทธิและเสรีภาพต่ำกว่ากฎหมายนี้ จะต้องใช้กระบวนการตามกฎหมายนี้แทน (ยกเว้นหากกระบวนการทางปกครองใด กำหนดกระบวนการขั้นตอนอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะ ก็ให้ใช้กระบวนการหรือขั้นตอนการอุทธรณ์ในเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะมีมาตรฐานการประกันสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างไรก็ตาม)

2. กำหนดขั้นตอนวิธีการการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

3.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเพิกถอนและการขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่

4. กำหนดกระบวนการการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครอง (การบังคับทางปกครอง)

5.กำหนดเงื่อนไขวิธีการในการทำคำสั่งทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในรูปของ “คณะกรรมการ”

ขอบเขตการบังคับใช้

ขอบเขตของการบังคับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายกลาง ในกรณีที่ในเรื่องทางปกครองเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้กำหนดกระบวนการหรือขึ้นตอนไว้เป็นการเฉพาะ หรือกำหนดไว้แต่มีมาตรฐานในการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่ากฎหมายนี้ และใช้กับหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการเรื่องในทางปกครอง โดยเฉพาะกระบวนการที่จะนำไปสู่การมี “คำสั่งทางปกครอง” ดังนั้น ผู้ที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ “เจ้าหน้าที่” ของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจในการทำคำสั่งทางปกครองนั่นเอง

แต่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก็มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับบางองค์กรหรือบางกิจกรรม (มาตรา 4) โดยมีเหตุบางประการ เช่น การยกเว้นไม่ใช้บังคับกับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีเหตุผลว่าการกระทำขององค์กรดังกล่าว (โดยส่วนมาก) เป็นการกระทำในทางการเมืองไม่ใช่การกระทำในทางปกครอง ดังนั้น จึงยกเว้นไม่นำเกณฑ์กระบวนการของการกระทำในทางปกครองมาใช้บังคับ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเพื่อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายนี้ได้

คำสั่งทางปกครอง

เนื่องจากกฎหมายนี้เป็นกฎหมายว่าด้วยกระบวนการในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการทำคำสั่งทางปกครอง จึงต้องพิจารณาว่าอะไรคือ “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งบทนิยามมาตรา 5 ได้กำหนดนิยามคำว่า “คำสั่งทางปกครอง” ไว้ว่า “การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ” ซึ่งอาจกล่าวสรุปได้ว่า หากเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง มีผลทำให้สภานภาพทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป เกิดกับเอกชนเป็นรายกรณี ก็ถือว่า การนั้นเป็น “คำสั่งทางปกครอง”

นอกจากนี้ เพื่อความสะดวก และความชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายนี้ กฎหมายยังเปิดโอกาสให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดว่ากิจกรรมใดเป็น “คำสั่งทางปกครอง” เช่น การออกกฎกระทรวงกำหนดว่า การออกคำสั่งรับ ไม่รับ การเสนอซื้อขาย เป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นต้น

เจ้าหน้าที่

กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เป็นกฎหมาว่าด้วยกระบวนการวิธีที่จะนำไปสู่การตัดสินใจในทางปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำคำสั่งทางปกครองของฝ่ายปกครอง (“เจ้าหน้าที่” ตามบทนิยามมาตรา 5) องค์กรเจ้าหน้าที่ (หรือที่กฎหมายใช้คำว่า “เจ้าหน้าที่”) ตามกฎหมายนี้จึงหมายถึงหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและมีภารกิจในทางปกครอง องค์กรเจ้าหน้าที่มี 2ประเภท ได้แก่ องค์กรเดี่ยว หมายถึงเป็นการใช้อำนาจขององค์กรเจ้าหน้าที่โดยเจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง กับ องค์กรกลุ่ม หมายถึงเป็นการใช้อำนาจขององค์กรเจ้าหน้าที่โดยผ่านกลุ่มบุคคลหรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการ” ซึ่งในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้ก็ได้กำหนดขึ้นตอนวิธีการของการกระทำการขององค์กรเจ้าหน้าที่ประเภท “คณะกรรมการ” ไว้ เช่น การประชุม องค์ประชุม มติของที่ประชุม เป็นต้น (หมวด 5 คณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครอง)

กฎหมายนี้ได้กำหนดเงื่อนไขของ “เจ้าหน้าที่” ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเดี่ยวหรือองค์กรกลุ่ม ที่สำคัญไว้ คือ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในเรื่องนั้นๆ (หรือกล่าวได้ว่าต้องมีเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามกฎหมาย) และต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการกระบวนการพิจารณาทางปกครองเพื่อนำไปสู่การทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นๆ ด้วย โดยกฎหมายได้กำหนดลักษณะหรือเหตุที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจในการเข้าร่วมการพิจารณาทางปกครองในเรื่องใดไว้ (มาตรา 13) และกระบวนการในกรรดำเนินการหากเกิดข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้น (มาตรา 13 – 20) นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ออกกฎกระทรวงกำหนดเหตุที่จะถือว่ามีลักษณะที่ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ใดมีส่วนได้เสียในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่มีอำนาจในกระบวนการพิจารณาเรื่องทางปกครอง ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กฎหมายก็กำหนดให้มีกระบวนการในการคัดค้าน และการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย

คู่กรณี

กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เป็นเรื่องของกระบวนการในการดำเนินการขององค์กรเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ โดยมีผลทางกฎหมายออกไปภายนอก ในการดำเนินกระบวนการนั้นย่อมทำให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเจ้าหน้าที่กับผู้ที่องค์กรเจ้าหน้าที่ต้องการตั้งเกณฑ์หรือก่อนิติสัมพันธ์ด้วย (กระบวนการพิจารณาทางปกครองอาจริเริ่มโดยเจ้าหน้าที่เองหรือเริ่มโดยคำขอ) หรือการดำเนินการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ที่ไม่ได้เป็นประธานต่อการพิจารณาทางปกครองนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลดังกล่าวสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเพื่อนำไปสู่การทำคำสั่งทางปกครองได้ โดยกฎหมายกำหนดความสามารถในการเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาทางปกครองไว้ด้วย (มาตรา 22)

“คู่กรณี” หมายถึง “ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง” (บทนิยามมาตรา 5) ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทั้งนี้ เป็นคู่กรณีในกระบวนพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตของสิทธิที่ถูกกระทบหรืออาจถูกกระทบโดยมิอาจเลี่ยงได้ (มาตรา 21)

เมื่อผ่านเงื่อนไขของการเป็นคู่กรณีในกระบวนพิจารณาทางปกครองแล้ว กฎหมายกำหนดให้คู่กรณีมี “สิทธิ” บางประการเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาเรื่องทางปกครอง สิทธิดังกล่าวที่สำคัญ เช่น สิทธิการได้รับแจ้งหรือแนะนำจากเจ้าหน้าที่ สิทธิได้รับแจ้งหรือผลกระทบจากการออกคำสั่ง สิทธิที่จะมีที่ปรึกษาหรือผู้ทำการแทน สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ที่มีความเป็นกลาง สิทธิในการขอตรวจดูเอกสารหลักฐาน สิทธิในการโต้แย้งพยานหลักฐาน (กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นบางบางประการตามมาตรา 30 วรรคสอง ในอันที่จะไม่แจ้งผลที่อาจจะกระทบต่อบุคคลเพื่อประโยชน์บางประการ ทั้งนี้ รวมถึงกรณีการพิจารณาทางปกครองที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงด้วย เช่น การพิจารณาบรรจุแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นเงินเดือน เป็นต้น) สิทธิในการได้รับการพิจารณาที่รวดเร็ว สิทธิที่จะได้รับทราบเหตุผลของคำสั่งทางปกครอง สิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งทางปกครอง เป็นต้น

รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง

สำหรับขั้นตอนของการทำคำสั่งทางปกครองนั้น กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้กำหนดให้การทำคำสั่งทางปกครอง ต้องมีรูปแบบดังต่อไปนี้

1.คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือทำด้วยวาจา หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่น หากทำด้วยหนังสือจะต้องลงลายมือชื่อของผู้ออกคำสั่ง พร้อมวันเดือนปีที่ออกคำสั่ง

2.คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ จะต้องให้เหตุผลของการออกคำสั่งด้วย โดยกฎหมายได้กำหนดสาระสำคัญที่จะต้องแจ้งไปในคำสั่งทางปกครอง (มาตรา 37)

3.เงื่อนไขในคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเงื่อนไขนี้อาจจะกำหนดไว้ในคำสั่งทางปกครองด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีเท่าที่จะทำให้กฎหมายในเรื่องนั้นบรรลุเป้าหมายได้เท่านั้น

4.คำสั่งทางปกครองใดเป็นคำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์โต้แย้งได้ ให้ระบุวิธีการยื่นอุทธรณ์ เจ้าที่ที่มีอำนาจรับอุทธรณ์ ระยะเวลาที่ยื่นอุทธรณ์ ไว้ด้วย (คำแนะนำของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)

การมีผลของคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองมีผลเมื่อได้ “แจ้ง” ให้ผู้รับคำสั่งทางปกครองทราบ (ไม่ว่าจะแจ้งด้วยวิธีการใด) และมีผลอยู่ตลอดจนกว่าจะมีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น (ไม่ว่าองค์กรเจ้าหน้าที่เป็นผู้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้นเองหรือถูกศาลเพิกถอนคำสั่ง) หรือคำสั่งทางปกครองนั้นสิ้นผลไปเนื่องจากมีเงื่อนเวลากำหนดไว้หรือมีเหตุผลอื่น นอกนี้ คำสั่งทางปกครองยังอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ (ทั้งการแก้ไขเล็กน้อยหรือการแก้ไขตามกระบวนการขอให้พิจารณาใหม่)

การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

หลักการสำคัญของการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองคือ เป็นการทบทวนการตัดสินใจทางปกครอง (คำสั่งทางปกครอง) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวนการเยียวยาของฝ่ายปกครองเอง ระบบอุทธรณ์เป็นผลมาจากการจัดองค์กรทางปกครองส่วนใหญ่จะเป็นไปโดยการมีสายการบังคับบัญชาและมีหัวหน้าองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทั่วไปทั้งองค์กร องค์กรเจ้าหน้าที่มีความผูกพันจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากเรื่องใดผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นตัวเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นเองหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือให้เกิดผลดีต่อภารกิจขององค์กรนั้น

คำสั่งทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ ไม่ใช้ระบบอุทธรณ์ ได้แก่

(1) “รัฐมนตรี” (เนื่องจากตำแหน่งรัฐมนตรี ในระบบกฎหมายถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงสุดในฝ่ายปกครองแล้ว ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่านั้น การอุทธรณ์จึงเกิดขึ้นไม่ได้) หรือ

(2) “คณะกรรมการ” ซึ่งคณะกรรมการนั้นเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจที่มีอยู่เฉพาะได้อยู่ในระบบสายการบังคับบัญชา การที่คณะกรรมการใดมีคำสั่งทางปกครองจึงเป็นที่สุดในตัว ไม่มีการอุทธรณ์ต่อองค์กรใดอีก (เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ)

กระบวนการการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในระบบกฎหมายไทยนั้นกระจายตามตามกฎหมายในเรื่องต่างๆ แต่ในกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้ก็ได้กำหนดให้มีระบบอุทธรณ์บังคับไว้เป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายปกครองแก้ไขปัญหาของตนเอง และเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งการการนำคดีเพิกถอนคำสั่งไปฟ้องต่อศาลปกครองด้วย ในระบบการอุทธรณ์ของกฎหมายไทยในระบบ “อุทธรณ์บังคับ” ซึ่งก็คือกำหนดให้คู่กรณีใช้ระบบอุทธรณ์นี้ก่อนขึ้นตอนหนึ่งก่อนที่จะนำคดีไปสู่การพิจารณาของศาล หากไม่แล้วศาลปกครองจะรับคดีไว้พิจารณาไม่ได้

การอุทธรณ์และกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์

หลักการของการอุทธรณ์ คือ หากคำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้เป็นอย่างอื่น ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ (มาตรา 44) โดยให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง” นั้นเอง โดยให้ยื่นภายในสิบห้าวัน โดยรูปแบบของอุทธรณ์กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นหนังสือ โดยกำให้มีเนื้อหาข้อเท็จจริงที่จำเป็นไว้

ในกระบวนการ “พิจารณาอุทธรณ์” นั้น เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองจะต้องเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ในชั้นแรก (มาตรา 45) ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ตามอำนาจหน้าที่ของตน สามารถพิจารณาทบทวนได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หรือในแง่ความเหมาะสมก็ได้ โดยอาจพิจารณาไปในทางเพิ่มภาระหรือเพิ่มเงื่อนไขก็ได้ (มาตรา 46) นอกนี้ กฎหมายยังกำหนดให้มีการออกกฎกระทรวง กำหนด “ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์” เนื่องจากโดยปกติผู้มีอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์สมควรเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับสูงตามสายการบังคับบัญชา เพราะต้องควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใช้บังคับบัญชาอยู่แล้ว แต่โดยเจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานมีสายการบังคับชาหลายชั้น จึงจำเป็นจะต้องเลือกผู้มีอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความเกี่ยวข้องกับภารกิจและความสำคัญของคำสั่งทางปกครองนั้น

การยื่นอุทธรณ์ในระบบกฎหมายไทยไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีคำสั่งทุเลาการบังคับโดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นเองหรือโดยคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลปกครอง

ผลการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ผู้พิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำสั่งแทนคำสั่งเดิมที่ให้ไว้ ไม่เป็นจะเป็นการแก้ไข ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิม แต่ การพิจารณาอุทธรณ์ที่มีผลเป็นการยกเลิกคำสั่งทางปกครองเดิม จะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใดหรือมีผลเป็นอย่างไร ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 – 53

การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นการทำให้คำสั่งทางปกครอง (ที่มีผลใช้บังคับอยู่) สิ้นผลในทางกฎหมาย การเพิกถอนคำสั่งโดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งเอง กระทำได้โดย 1) เจ้าหน้าที่ที่ทำคำสั่งเห็นสมควรเพิกถอนเอง หรือ 2) เจ้าหน้าที่ที่เพิกถอนเพราะคู่กรณีร้องขออันเป็นเรื่องพิจารณาใหม่

เจ้าหน้าที่เพิกถอนเอง กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการได้กำหนดเงื่อนและเงื่อนเวลาของการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองไว้ โดยได้กำหนดเงื่อนไขเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 53) และคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 50 มาตรา 51 และมาตรา 52) นอกจากนี้ยังได้กำหนดเงื่อนไขของการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองสำหรับกรณีของคำสั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการให้ประโยชน์และคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีผลเป็นการให้ประโยชน์ พร้อมทั้งเงื่อนไขการเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไปด้วย และในประการที่สำคัญ กฎหมายได้กำหนดผลของการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในกรณีต่างๆ ไว้ว่ามีผลอย่างไร

เจ้าหน้าที่ที่เพิกถอนเพราะคู่กรณีร้องขออันเป็นเรื่องพิจารณาใหม่ ซึ่งในกรณีการขอให้พิจารณาใหม่นี้ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ในมาตรา 54 ว่ากรณีและเงื่อนไขของการยื่นขอให้พิจารณาใหม่ และเพื่อพิจารณาใหม่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่ให้ไว้เดิม (มาตรา 54

การบังคับทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

(1) คำสั่งทางปกครองที่มีผลทางกฎหมายโดยตรง กล่าวคือ เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลสำเร็จในตัวทันทีที่มีคำสั่งโดยไม่ต้องมีการปฏิบัติการใดอีก เช่น การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น และ

(2) คำสั่งทางปกครองที่ต้องการผลทางกายภาพ กล่าวคือ เป็นคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งนั้น โดยบังคับให้กระทำหรือละเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องมีมาตรการบังคับเพื่อให้เกิดผลต่อไปอีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้น คำสั่งทางปกครองที่จะจำเป็นต้องมีมาตรการบังคับก็คือคำสั่งทางปกครองที่ต้องการผลในทางกายภาพ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่บังคับเกี่ยวกับการกระทำของบุคคล วิธีการบังคับเกี่ยวกับพฤติกรรมแยกออกได้ 2 กรณี ได้แก่ การบังคับให้ชำระเงิน และ การบังคับให้กระทำการหรือละเว้นกระทำการ (อันไม่ใช่การชำระเงิน)

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 56 – 63 ได้บัญญัติถึงมาตรการทั่วไปที่อาจนำมาใช้บังคับให้คำสั่งทางปกครองเกิดผลได้ โดยจะนำไปใช้กับคำสั่งในเรื่องใดตามกฎหมายก็ได้ และไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การประกันความเป็นธรรม (มาตรา 3) โดยมาตรการทั่วไปในการบังคับทางปกครองมุ่งที่จะใช้บังคับกับผู้รับคำสั่งทางปกครองเป็นเอกชนเท่านั้น (มาตรา 55)

หลักการสำคัญของการใช้มาตรการบังคับทางปกครองนั้นก็คือ นำมาใช้ “เพียงเท่าที่จำเป็น” กล่าวคือใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของคำสั่งทางปกครองโดยกระทบกระเทือนผู้รับคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด (เนื่องจากมาตรการบังคับทางปกครองโดยสภาพก็เป็นคำสั่งทางปกครอง)

คำสั่งทางปกครองที่เป็นการสั่งให้ “ชำระเงิน” หากผู้รับคำสั่งทางปกครองฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กฎหมายกำหนดมาตรการบังคับที่นำมาใช้ได้คือ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้รับคำสั่งทางปกครองนั้นออกขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน โดยกฎหมายกำหนดให้นำวิธีการยึด การอายัด และการขยายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกสั่งให้ชำระเงินโดยอนุโลม และเนื่องจากองค์กรเจ้าหน้าที่ทางปกครองมีมาก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้อำนาจของมาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าว กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด (กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2542) ฯ)

คำสั่งทางปกครองที่บังคับให้กระทำการหรือละเว้นการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หากปรกกฎว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะดังกล่าว พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กำหนดมาตรการบังคับไว้สองทางได้แก่

(1) เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเอง (มาตรา 58 วรรคหนึ่ง (1)) ในการบังคับการดังกล่าวเจ้าหน้าที่อาจเข้าดำเนินการด้วยตัวหรือหรือมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ โดยกำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครองนี้ชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่

(2) กำหนดค่าปรับทางปกครอง (มาตรา 58 วรรคหนึ่ง (2)) ในกรณีที่เป็นคำสั่งทางปกครองที่สั่งให้กระทำหรือละเว้นกระทำการนั้น เจ้าหน้าที่จะกำหนดมาตรการบังคับโดยการกำหนดค่าปรับทางปกครองก็ได้ โดยกฎหมายกำหนดเพดานขั้นสูงของค่าปรับทางปกครองไว้ 20,000 บาทต่อวัน แต่ก็ได้มีการกำหนดการใช้อำนาจในการกำหนดค่าปรับทางปกครองสำหรับเจ้าหน้าที่ทางปกครองแต่ละระดับแต่ละประเภทไว้ (กฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2542) ฯ) มาตรการบังคับนี้มักใช้กับการบังคับสำหรับการกระทำที่ไม่อาจใช้วิธีการบังคับโดยการเข้าดำเนินการแทนโดยสภาพ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ยังได้กำหนดเกณฑ์ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในกรณีปกติ (มาตรา 59) และการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในกรณีพิเศษ (กรณีเร่งด่วน) (มาตรา 58 วรรคสาม)

ทั้งนี้ หากมาตรการบังคับตามคำสั่งทางปกครองในเรื่องได้ ได้มีการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ก็ให้ดำเนินการใช้มาตรการบังคับตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นๆ กำหนดไว้ (มาตรา 63)

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” เพื่อทำหน้าที่ในการประสานงาน ดูแลทางวิชาการ เพื่อให้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้พัฒนาไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาและความเหมาะสมของสังคม คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ประจำที่ใกล้ชิดกับหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของไทยจำนวนหนึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยธุรการ

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ได้แก่

(1) การสอดส่องดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ

(2) ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติราชการตามกฎหมายฉบับนี้

(3) แนะนำการออกกฎหมายลำดับรอง ที่ออกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

(4) ทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี เสนอแนวทางการพัฒนากฎหายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยอาศัยอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติราชการ เพื่อให้การปฏิบัติราชการทางปกครองเป็นไปด้วยดี

LEGALARCHITECT

About these ads
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s